Marketing 5.0 การตลาดยุคใหม่จะเป็นอย่างไร

     นักการตลาดหลายท่านอาจจะได้ยินคำว่า Marketing 5.0 มาสักพัก ที่ฮิตอย่างมากก็มาจากปรมาจารย์ด้านการตลาดระดับโลก ฟิลลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) ที่กล่าวถ้อยเเถลงไว้ในงาน World Marketing Summit Asia 2019 เเละในหนังสือ Marketing 5.0 Technology for Humanity จนต่อมาได้มีนักการตลาดหลายท่านนำไปต่อยอดเป็นเเนวคิด Digital Marketing 5.0 ที่เพิ่มปัจจัยหลากหลายด้านเข้าไป ในบทความนี้จะพาทุกท่านดำดิ่งสู่โลกการตลาดเเห่งอนาคตที่ Technology เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ที่เข้ามาทลายขีดจำกัดของการเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น โดยเเอดมินของเเบ่งเป็น 2 part คือ Marketing 5.0 trend (จากฟิลลิป คอตเลอร์) เเละ เเนวคิด Next tech กับการตลาด โดยมีเนื้อความดังนี้

Marketing Trend ยุค Next Future 

เเบรนด์ยุคใหม่ต้องสร้างสิ่งดีๆเพื่อสังคม ไม่ใช่เครื่องจักรเเสวงหาเพียงกำไร

เนื่องจากกลุ่ม Millennium คือ กลุ่มผู้บริโภคเเห่งอนาคตของเเบรนด์ในยุคถัดไป กำลังซื้อทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนผ่านมาสู่กลุ่มนี้มากขึ้น เเละกลุ่มนี้ไม่ได้มองเเบรนด์เพียงเเค่ว่า ให้ Product benefit อะไรกับสิ่งที่เค้าซื้อมาใช้เท่านั้น เเต่มองไปถึงความเป็น Branding (image, identity, personality) ของเเบรนด์นั้นๆ โดยเฉพาะมุมมองที่มีต่อเเบรนด์นั้นๆกับสังคม โดยเราจะเห็นได้บ่อยครั้งในเคสที่ผู้บริโภครวมตัวกันไม่สนับสนุนสินค้าของเเบรนด์ที่อาจจะมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อสังคม หรือกรณีจุดยืนทางด้านการเมือง เป็นต้น นั้นเพราะเเบรนด์ในมุมมองของผู้บริโภคเป็นมากกว่าที่ผลิตหรือขายสินค้า เเละบริการ เรื่องของภาพลักษณ์ รสนิยม เเละเเนวทางการสื่อสารของเเบรนด์ที่มีผลต่อ Stakeholder ต่างๆจึงเป็นสิ่งสำคัญ มีแนวคิดของ Business Roundtable (องค์กรธุรกิจที่รวม CEO ของบริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกา) ได้ออกมาให้ข้อคิดในการทำธุรกิจยุคใหม่ว่า การทำธุรกิจต้องคิดถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น พนักงาน ผู้ถือหุ้น ลูกค้า พาร์ทเนอร์ ชุมชน และสังคม เพราะการทำธุรกิจเพียงคนเดียวไม่สามารถคงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในปัจจุบัน การมุ่งเป็นเพียงเครื่องจักรเพื่อหากำไรจึงเป็นสิ่งที่ไม่ดีในมุมมองของผู้บริโภค โดยเราจะเห็นตัวอย่างเสมอว่า องค์กรที่อยู่มายาวนาน (เกิน 100 ปี) มักจะทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เสมอ ซึ่งเป็นการเเสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความยั่งยืนที่ไม่ใช่เพียงการสร้างกำไรเพียงอย่างเดียว

ออกมาจาก Mass Marketing ให้ได้
เรามักจะเข้าใจกันว่า การเข้าสู่ตลาดหลัก (mass marketing) จะทำให้เราได้ volume ที่มากในการสร้างยอดขาย เเต่ในอนาคต segmentation ทางการตลาดจะเปลี่ยนไป กลุ่มผู้บริโภคจะเริ่มมีความซับซ้อนใน demand ที่เเตกต่างกันระดับบุคคล เช่น การยิงเเอดเเม้จะขายสินค้าตัวเดียวกันกับคนสองคน เเต่เราก็อาจจะต้องออกเเบบ Ads ให้ดึงดูดเเตกต่างกันสองชิ้น เพื่อนำเสนอคนสองคน เป็นต้น การตลาดเเบบหว่านเเหอาจจะไม่ได้มาซึ่งผลลัพธ์ในเเบบอดีตเสมอไป ซึ่งตรงนี้ AI เเละ Next tech จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้นักการตลาดได้ (จะมีอธิบายในหัวข้อถัดไป) ยุคเเห่งปัจเจกบุคคลจะกลับมา

Marketing ไม่ใช่เเค่เรื่องขายของ เเต่เป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ
หลายคนนึกถึงการตลาดก็จะมองเป็นเรื่องเงินๆทองๆ เเต่ในยุคหน้าๆ การตลาดอาจจะไม่ได้นำพามาเเต่เงินก็ได้ อาจจะเป็นเรื่องของโอกาสทางธุรกิจ connection ใหม่ๆ หรือการนำพาธุรกิจตัวเอง business cross ข้ามไปสู่อีกรูปเเบบธุรกิจหนึ่งเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นการทำการตลาดอาจจะเป็นเรื่องของโอกาสมากกว่ายอดขายก็เป็นได้

Marketing 5.0 การตลาดยุคใหม่จะเป็นอย่างไร
Insight 5 Generation 2021 (Marketing 5.0 Philip Kotler)

Baby bloom : กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1946-1964 เป็นคนกลุ่มที่เกิดขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ที่ต้องถูกเรียกชื่อว่า Baby Boomers ก็เพราะว่าในช่วงเวลานั้นมีเด็กเกิดใหม่ขึ้นมามากมายในสหรัฐอเมริกา พอเหล่าทหารได้กลับบ้านก็เดาได้ไม่ยากว่าพวกเขาน่าจะหมกตัวอยู่ในบ้านพร้อมกันจนทำให้เด็กแห่กันเกิดขึ้นมาในช่วงเวลาใกล้ๆ กันนั่นเอง ในมุมของ Philip Kotler กับการตลาด 5.0 มองว่า กลุ่มนี้ปัจจุบัน มีเงินเเละตายกันช้ามากขึ้น (เเม้จะเหลือไม่มากก็ตาม) เเละหลายคนเป็นระดับผู้มีอำนาจในโลก ถ้ามองว่าเป็นลูกค้าชั้นดีที่มีกำลังซื้อเเละ loyalty ต่อเเบรนด์ก็ไม่ถือว่าเกินเลยนัก เพราะกลุ่มนี้จะยึดมั่นในเเบรนด์ที่น่าเชื่อถือมีมาอย่างยาวนาน เเละเคยใช้มาเเล้วเป็นหลัก เเบรนด์ไหนมีกลุ่มลูกค้านี้อยู่ต้องรีบทำการตลาดเเล้วละ

Gen X : กลุ่มคนที่เกิดในช่วงระหว่างปี 1965-1980 เป็น Gen ที่โตมาในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ตอนเด็กพ่อแม่อาจจะต้องออกไปทำงานหาเงินด้วยกันทั้งคู่ ทำให้ช่วงชีวิตมีความรู้สึกต้องต่อสู้เเละอดทน ที่สำคัญคือประหยัด เเต่ในมุมมองการตลาด 5.0 กลับมองใหม่ว่า กลุ่มนี้กลายเป็นชนชั้นผู้นำมากขึ้นเรื่อยๆ (Manager, Senior, CEO) ทำให้กลับมาเป็นกลุ่มเป้าหมายที่นักการตลาดทิ้งไม่ได้

Gen Y : คนที่เกิดในช่วงระหว่างปี 1981-1996 พวกเขาโตในช่วงเปลี่ยนผ่านสหัสวรรษที่เติมไปด้วยเหตุการณ์เเปลกๆ อย่างความกลัวว่าโลกจะแตกเพราะ Y2K (ปี 2000) แล้วคอมพิวเตอร์ทั่วโลกจะทำงานผิดพลาด การก้าวข้ามยุค 80-90 ที่เป็นยุคสุด Hit ที่หลายๆคนถวิลหา ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่อยู่ระหว่างความ offline เเละ online ได้อย่างลงตัว ถือเป็นมนุษย์ยุคเเรกที่เข้าถึง Facebook, Hi5, Social media จนสร้างสิ่งที่เรียกว่า ปรากฏการณ์ FOMO หรือ Fear of Missing Out (ความกลัวที่จะตกเทรนด์ ตกกระเเส) เป็นเเนวทางให้กลุ่ม Generation ต่อๆมา ในการตลาด 5.0 กลุ่มนี้ยังคงเป็นกลุ่มที่เเบรนด์ต้องการ เพราะเป็นทั้งผู้เสพสื่อเเละผู้ผลิตสื่อ ที่สามารถปั่นได้ง่ายจากกระเเส หรือกลยุทธ influencer marketing

Gen Z : กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1997-2009 คนกลุ่มนี้เกิดมาในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกจึงทำให้พ่อแม่มีเงินน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับเด็ก Generation อื่น ยังไม่นับว่าพวกเขาเริ่มเรียนจบและต้องหางานทำในยุคที่โควิด19 ระบาดในปี 2020 อีก เรียกได้ว่าเป็น Gen ที่โชคร้าย เเละยังมีปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั่วโลก พฤติกรรมของ Gen Z ค่อนข้างจะตรงไปตรงมา เเละใช้ Technology เป็นเรื่องปกติมาตั้งเเต่เกิด ไม่ได้มองว่า Technology คือตัวช่วย เเต่เป็นสิ่งที่ต้องมีเเละขาดไม่ได้ มีความ multi touch สูง ในมุมมองการตลาด 5.0 นั้นกลุ่มนี้ถือเป็นกำลังซื้อในอนาคตอันใกล้ (ในปี 2025 จะกลายเป็นประชากรทำงานหลักในระบบเศรษฐกิจ) การจะสื่อสารกับกลุ่มนี้เเบรนด์ต้องทำการบ้านอย่างหนัก ความไม่ mass การไม่ fake ในการสื่อสาร Gen Z กล้าที่จะเปิดเผย เเละในขณะเดียวกันเเบรนด์ก็ต้องทำเรื่อง Personalization เพื่อให้เขาเห็นว่าคุ้มค่ากับการที่ยอมแชร์ Customer data ให้กับเเบรนด์ไปด้วยเช่นกัน

Generation Alpha : เด็กที่เกิดในช่วงระหว่างปี 2010-2025 (Alpha คำนี้ถูกนิยามขึ้นมาโดย Mark McCrindle พนักงานในบริษัท Alphabet ของ Google เหตุผลที่เรียกเพราะเขารู้สึกว่า เด็กในวันนี้กลายเป็นผู้นำการตัดสินใจของคนทั้งบ้านไปแล้ว) Gen Alpha คือ ลูกของ Gen Y หรือ Millennials เกิดมาในยุคที่เรียกว่า IoT (internet of things) เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีมากมายรอบตัว ดังที่เราจะเห็นเป็นภาพที่ชินตาของพ่อเเม่ที่เลี้ยงลูกผ่าน ipad (มี ipad ทิ้งไว้ให้ลูกเอาไว้ดูการ์ตูน หรือ Youtube) เป็นกลุ่มเด็กที่ใช้ชีวิตกับโลก online เป็นปกติ สามารถเล่นกับ robot AI ได้ คุยเล่นกับ auto voice ได้ ในเชิงการตลาด 5.0 เเม้เด็กกลุ่มนี้จะยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง เเต่พฤติกรรมของเค้าที่สามารถบอกให้ผู้ปกครองหันมาซื้อสิ่งของให้ ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ Gen นี้มากเลยทีเดียว สมกับชื่อ Alpha ผู้นำภายในบ้าน

จากข้อมูลทั้งหมดที่ส่งผ่านจาก Marketing 5.0 ของ Philip Kotler ทำให้เราได้เห็นมุมมองที่เปลี่ยนไปในเชิงการสื่อสารการตลาด ความเป็นเเบรนด์ที่ต้องดูมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นกว่าเเค่โรงผลิตสินค้าให้ผู้บริโภค เเละกลุ่ม Generation ต่างๆที่ก็มีพฤติกรรมผันเเปรไปตามปัจจัยที่เกิดขึ้นของโลก เรียกว่าการทำการตลาดปัจจุบันต้องลึกเเละละเอียดอ่อนกว่าเดิมมาก ทีนี้ด้วยความที่ subset ของข้อมูลมีความย่อยมากๆกว่าเเทบจะเรียกว่า มนุษย์ไม่น่าจะสามารถวิเคราะห์ทีละชิ้นจนครบได้ Technology จึงเข้ามามีส่วนช่วยให้กระบวน Marketing Tech เกิดขึ้น

Marketing 5.0 การตลาดยุคใหม่จะเป็นอย่างไร
Next Tech กับการตลาด Marketing Tech 5.0

หลังจากรู้ว่า หากเราต้องบริหารจัดการกับพฤติกรรมใหม่ๆ เเละชุดข้อมูลจากผู้บริโภคจำนวนมาก ด้วยความละเอียดของมนุษย์อาจจะต้องใช้เวลานานหรือทำได้ยาก Technology จึงเข้ามามีบทบาท โดยก่อนหน้านี้เราอาจจะรู้ว่า ปัจจุบันมีการใช้ Ai สำหรับ machine learning ต่างๆ ในอุตสาหกรรม advertising / CRM / social media / website เเละอื่นๆ เเต่ยุค 5.0 Tech จะเข้ามากำกับถึงระดับคัดกรองความสนใจ เเยก target ลงลึก เเละฝังตัวเองไปยัง iot ต่างๆที่จะเกิดขึ้นอีกมากมายในอนาคตเพื่อทำงานร่วมกันกับ internet เเละฐานข้อมูลที่อยู่บนโลกเเห่ง cloud technology โดยมีเเนวทางที่น่าสนใจต่างๆดังนี้

Marketing 5.0 (Marketing Technology) 
จะประกอบไปด้วย Internet / Cloud computing / Mobile device / Computing power / Open source software ทั้ง 5 เเกนนี้จะเป็นปัจจัยหลักๆที่ขับเคลื่อน Marketing tech โดยขอขยายความตัวที่น่าสนใจอย่าง computing power ที่เป็นระบบ chip ประมวลผลขนาดเล็ก (เล็กกว่า smartphone ในภาษา tech เรียกว่า edge computing) จะถูกใส่ในอุปกรณ์ iot ต่างๆเพื่อให้มันมีความสามารถพิเศษมากขึ้น ตอบสนองการใช้ชีวิตของมนุษย์มากขึ้น เช่น หลอดไฟปกติก็เเค่ส่องเเสง เเต่หลอดไฟเเบบ iot ยุคใหม่เป็นได้หลายอย่าง สามารถเปลี่ยนเเสงสีได้ตามรสนิยม หรือการตั้งค่าผ่าน smartphone หรือปรับตามเสียงดนตรีได้เพื่อสร้างบรรยากาศ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าอุปกรณ์ iot ยุคใหม่ที่มีการผสม computing power ลงไปสามารถสร้างสินค้าที่มีความซับซ้อนเข้ากับพฤติกรรมใหม่ๆของผู้บริโภคได้ ส่วน Open source software ก็เป็นอีกส่วนที่น่าสนใจ เพราะการที่เปิดระบบหรือปล่อย code ให้นักพัฒนาเอาไป development เเบบเปิดกว้างมากขึ้นก็จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมาได้ โดยทุกส่วนจะถูกส่งถ่ายข้อมูลผ่าน Cloud computing (อาจจะเรียกว่าเป็นสมองศูนย์กลาง) ที่ควบคุมส่งผ่านข้อมูลทั้งหมด

Advertising tech 
คือการนำ Next tech มาใช้ผสมเข้ากับเเวดวงการทำโฆษณาได้อย่างหลากหลาย เช่น 

Advertising + next tech = More personalize : หมายถึง ในหนึ่ง Ads สินค้าที่เรายิงโฆษณาออนไลน์เราอาจจะทำ copies ไว้ 100 set คำเชิญชวญเพื่อสร้างการสื่อสารให้เข้ากับลูกค้าที่มีพฤติกรรมเเตกต่างกันไปได้หลากหลาย เเละใช้ next tech ยิงกระจายออกไป

กลุ่ม Direct marketing (Email – Chatbot) : จะสามารถเเยกเนื้อหา การตั้งค่าต่างๆได้เเบบรายบุคคลเลย ไม่ใช่ยิงกระจายเมล์เเบบ buzz เยอะๆเเต่ทุกคนได้รับเนื้อหาเดียวกันหมด ยุคใหม่ 1 user อาจจะได้รับเมล์ที่มีเนื้อหาที่ถูกสร้างมาเพื่อเเต่ละคนเลยเท่านั้น 

CRM automation : ระบบบริหารจัดการลูกค้าในอนาคตอาจจะสามารถให้ next tech เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าผ่านถัง data CRM ที่เเบรนด์เก็บไว้ เเละเเจกคูปองหรือสิทธิพิเศษ customize ตามพฤติกรรมการซื้อสินค้า หรือจ่ายเงินของลูกค้าคนนั้นเลยก็ได้

Content marketing AI : ระบบ AI จะเข้ามาสร้าง content เเนะนำที่ได้ผลทางการตลาดกับลูกค้าของเราได้ (ปัจจุบัน Facebook ก็พอมีให้เห็น เช่น สร้างสไลด์อัตโนมัติ จัดวางสู่ placement ที่ได้ผลในการโฆษณาที่สุดอัตโนมัติ เป็นต้น) 

Data driven marketing (customer + data + tech) : จะไม่มีเพียง Mass , Niche ในเชิงการกำหนดกลุ่ม target ในการตลาด หรือการยิงเเอดอีกต่อไป เเต่จะเน้นที่การซอยย่อยเข้าไปอีกในเเต่ละ segmentations ในเเบบรายบุคคลตามที่ AI จะเข้าไปประมวลผลพฤติกรรมของผู้บริโภคเเต่ละคนได้กลายเป็น Segmentation of one โดย AI อาจจะไปดึงฐานข้อมูลจาก big data กลางที่อยู่ใน cloud center เเล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (จะลึกกว่า interest setting) 

Augmented marketing automation : มนุษย์กับ technology จะทำการขายของร่วมกันเป็นทีม เช่น 1) Lead ที่ได้มาจากการยิงเเอดถูก AI นำมาวิเคราะห์ จัดกลุ่มเเยก segment 2) Data & Contact เซลล์ที่เป็นคนนำข้อมูลนั้นๆมาดู เเละติดต่อไปเพื่อปิดการขายกับลูกค้า 3) Report ไม่ว่าจะปิดได้ หรือไม่ได้ เซลล์นำข้อมูลใส่เข้าระบบเพื่อจัดทำ report สรุป 4) Analytic AI นำข้อมูล report มาวิเคราะห์สร้างคำเเนะนำ สร้างโปรโมชั่นที่เหมาะสมกับลูกค้าเเต่ละคน 5) After sales เซลล์ประสานงานต่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ลูกค้าที่ขายได้จะยังไงต่อ service พิเศษอย่างไร ที่ขายไม่ได้จะยังไงต่อเพราะอะไร เป็นต้น จะเห็นได้ว่าทั้งหมดคือการทำงานร่วมกันของมนุษย์เเละ tech เพื่อทำการขายสินค้าร่วมกัน โดยสามารถนำไปประยุกต์เข้ากับระบบสื่อสาร Chatbot กับลูกค้าได้ด้วย

ทั้งหมดก็คือภาพรวมของ Marketing 5.0 กับยุคที่การตลาดจะใช้ Technology เข้ามามีบทบาทอย่างเต็มตัวร่วมกับมนุษย์ เเละกำกับการทำงานบางส่วนที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ละเอียดในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลได้เท่ากับเครื่องจักร เเอดมินหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับนักการตลาดที่กำลังมองหาทางออกใหม่ๆ ให้กับเเบรนด์ได้มากขึ้น ขอให้สนุกกับยุคสมัยที่การตลาดไม่ใช่เเค่การขายของเท่านั้นอีกต่อไป 

ปล. Next Tech คือ คำนิยามที่ Philip Kotler สร้างขึ้นมาเพื่อเรียก Technology ยุคใหม่ในปัจจุบัน เช่น AI, NLP, sensors, robotics, mixed reality, IoT และ blockchain เป็นต้น

Thank you for original picture REF:

Picture 1 edit from Maria Antonella Silvi The Creation of Adam : link
Robby The Robot from Forbidden Planet (1956) by sidothello : link
Steve Rude drawing stuff from Magnus Robot Fighter : link
Picture 2 edit from People vector created by pch.vector (Freepik.com)
Picture 3 edit from Nancy Redmond : L’intelligence artificielle : link

error: Content is protected !! (โปรดติดต่อเราถ้าต้องการความช่วยเหลือ)